นโยบายการคลัง

posted on 17 Aug 2009 09:48 by samrk555

นโยบายการเงิน (Monetary policy) กับนโยบายการคลัง (Fiscal policy) คืออะไร แตกต่างกันอย่างไร จำเป็นต้องไปในแนวทางเดียวกันหรือไม่

          หลายคนอาจสงสัยว่านโยบายการเงิน หรือ Monetary policy กับนโยบายการคลัง ที่เรียกว่า Fiscal policy นั้นแตกต่างกันอย่างไร เมื่อไรถึงจะเรียว่านโยบายการเงิน และเมื่อไรถึงจะเรียกว่านโยบายการคลัง และจำเป็นต้องดำเนินไปในทิศทางที่สอดคล้องกันหรือไม่


         
นโยบายการเงิน (
Monetary policy) 


          นโยบายการเงินคือ นโยบายที่เกี่ยวข้องกับเครื่องมือทางการเงิน ได้แก่ ปริมาณเงิน (Money supply) อัตราแลกเปลี่ยน (Exchange rate) และอัตราดอกเบี้ย (Interest rate) ทำโดยการปรับลด-เพิ่มปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจที่จะมีผลต่อการกำหนดทิศทางของอัตราแลกเปลี่ยนให้แข็งค่าหรืออ่อนค่า และการปรับลด-เพิ่มของอัตราดอกเบี้ย ซึ่งเป็นหน้าที่ของธนาคารกลาง หรือธนาคารแห่งประเทศไทยในการกำหนดทิศทางของการดำเนินนโยบายการเงิน


          ทำไมต้องมีนโยบายการเงิน


          เช่นเดียวกับธนาคารกลางทั่วโลกที่ต่างก็ดำเนินนโยบายการเงินโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ และสนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน กล่าวคือ ในยามที่เศรษฐกิจขาลง หรือตกต่ำ มีคนว่างงานจำนวนมาก การดำเนินนโยบายการเงินแบบขยายตัว ก็จะช่วยสนับสนุนให้เศรษฐกิจปรับตัวดีขึ้นได้ ขณะที่หากเกิดภาวะเงินเฟ้อสูง ๆ อันเนื่องมาจากขยายตัวของเศรษฐกิจที่สูงเกินไป จนการผลิตมีมากกว่าความต้องการบริโภคที่แท้จริง ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจได้ในอนาคต เพราะสินค้าที่ผลิตมากเกิน อาจจะขายไม่ออกในเวลาต่อมา นโยบายการเงินก็จะดำเนินไปในแนวทางที่ตึงตัวขึ้นหรือหดตัว เพื่อลดความร้อนแรงของภาวะเศรษฐกิจดังกล่าว


          นโยบายการเงินแบบขยายตัว (Expansionary monetary policy) สามารถทำได้หลายวิธีได้แก่
 
         
• การเปลี่ยนแปลงอัตราเงินสดสำรองที่ต้องดำรง (Reserve ratio) ของธนาคารพาณิชย์ ซึ่งหมายถึง เงินฝากที่ธนาคารพาณิชย์ต้องฝากไว้กับธนาคารกลาง ซึ่งอาจกำหนดไว้ที่ร้อยละ 6 ซึ่งหมายถึงว่าหากธนาคารพาณิชย์รับเงินฝากจากประชาชนมา 100 บาท ธนาคารพาณิชย์จำเป็นต้องฝากเงินสดสำรอง (Required reserve) ไว้ที่ธนาคารกลาง 6 บาท และเหลือเงินสดสำรองส่วนเกิน (Excess reserve) เพื่อปล่อยกู้ หรือลงทุนแสวงหากำไรอีก 94 บาท เป็นต้น ซึ่งหากมีการปรับลดอัตราเงินสดสำรองเหลือร้อยละ 3 ก็จะทำให้ธนาคารพาณิชย์มีเงินสดสำรองส่วนเกินเพื่อปล่อยกู้ให้กับประชาชนเพิ่มขึ้นเป็น 97 บาท เป็นต้น (เป็นเพียงตัวอย่างเพื่อสร้างความเข้าใจง่ายๆ ซึ่งจริงๆ แล้ว เงินสดสำรองส่วนเกินดังกล่าวยังจะต้องผ่านกระบวนการสร้างเงินฝากของธนาคารพาณิชย์อีกกระบวนการหนึ่ง โดยจะได้กล่าวถึงโดยละเอียดในบทความต่อๆ ไป เมื่อมีโอกาส) ซึ่งเมื่อธนาคารพาณิชย์มีเงินสดสำรองส่วนเกินมากขึ้น และกลไกการปล่อยสินเชื่อทำได้เต็มที่ จะทำให้การบริโภคและการลงทุนปรับสูงขึ้น การจ้างงานก็ปรับสูงขึ้น และทำให้เศรษฐกิจโดยรวมขยายตัวได้

         
• การซื้อขายหลักทรัพย์ หรือพันธบัตรของธนาคารกลางกับภาคเอกชน (Open market operation) การดำเนินนโยบายการเงินแบบขยายตัว ธนาคารกลางจะซื้อหลักทรัพย์จากภาคเอกชน เพื่อปล่อยเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ ทำให้ปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจมีมากขึ้น ซึ่งจะสนับสนุนให้เกิดการบริโภค การลงทุนและทำให้เศรษฐกิจขยายตัวต่อไป

         
 การเปลี่ยนแปลงอัตราซื้อลด (Discount rate) คือ การเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่ธนาคารกลางคิดจากธนาคารพาณิชย์ การดำเนินนโยบายการเงินแบบขยายตัวจะทำโดยการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ยืม ซึ่งจะมีผลทำให้เงินสดสำรองของธนาคารพาณิชย์เพิ่มขึ้น และทำให้ปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น

         
• การขอความร่วมมือให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติตาม (Moral suasion) เช่น การขอให้ธนาคารพาณิชย์ปล่อยสินเชื่อให้กับกิจกรรมทางเศรษฐกิจบางประเภทที่มีความสำคัญ เช่น ธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก (SMEs) เป็นต้น

          นโยบายการเงินแบบหดตัว
(Contractionary monetary policy) ทำได้โดยการลดปริมาณเงิน ผ่านช่องทางการเพิ่มอัตราเงินสดสำรอง การขายหลักทรัพย์ให้แก่ภาคเอกชน และการเพิ่มอัตราซื้อลด ซึ่งจะเป็นการดูดเงินออกจากระบบเศรษฐกิจ ซึ่งธนาคารกลางมักจะเลือกทำในยามที่ประเมินว่าเศรษฐกิจอาจจะร้อนแรงเกินไปจนอาจเกิดผลเสียตามมาในภายหลัง เช่นในช่วงที่เกิดฟองสบู่ในตลาดที่อยู่อาศัย หรือในช่วงที่เกิดภาวะเงินเฟ้อสูงๆ ในประเทศ เป็นต้น  


         
นโยบายการคลัง (Fiscal policy)
 

          นโยบายการคลังคือ นโยบายที่เกี่ยวข้องกับการจัดหารายได้และการใช้จ่ายของรัฐบาล โดยในการจัดหารายได้ของรัฐบาลจะมาจากการจัดเก็บภาษีประเภทต่างๆ จากทั้งผู้ผลิต เช่น ภาษีนิติบุคคล ที่เก็บจากบริษัทห้างร้านต่างๆ หรือการจัดเก็บจากผู้บริโภค เช่น ภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือที่เราเรียกกันว่า
VAT หรือจัดเก็บจากผู้มีรายได้ เช่น ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา นอกจากนี้ ยังมีภาษีอีกหลายประเภท เช่น ภาษีสรรพสามิต ที่จัดเก็บกับสินค้าฟุ่มเฟือย อาทิ บุหรี่ สุรา ไพ่ หรือภาษีนำเข้าเก็บจากสินค้านำเข้า เช่น ภาษีรถยนต์ น้ำหอม นาฬิกา และเครื่องสำอางค์ เป็นต้น


         
เก็บภาษีได้แล้วเอาเงินไปไหน 


          ภาษีที่จัดเก็บได้ รัฐบาลจะนำไปใช้จ่ายเพื่อการอุปโภค และการลงทุน ตามงบประมาณที่ตั้งไว้ในแต่ละปี โดยปกติจะใช้จ่ายผ่านส่วนงานราชการ กระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ เช่น การสร้างถนน การจัดซื้ออาวุธ งบกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ เป็นต้น โดยรัฐมักจะนำเงินภาษีไปใช้ในการสร้างปัจจัยพื้นฐานให้กับระบบเศรษฐกิจ หรือใช้ในการผลิตสินค้าและบริการที่เอกชนไม่ผลิต หรือที่เรียกว่า สินค้าสาธารณะ (Public goods) อาทิ การทหาร การสร้างถนนหนทาง สวนสาธารณะ สะพานลอย 


          ทำไมต้องมีนโยบายการคลัง


          โดยหลักแล้ว นโยบายการคลังของรัฐบาล ถือเป็นเครื่องมือในการรักษาเสถียรภาพและการขยายตัวทางเศรษฐกิจ กล่าวคือ ในยามที่เศรษฐกิจดี ภาษีที่รัฐจัดเก็บจะมีมากตามไปด้วยโดยอัตโนมัติ ตัวอย่างเช่น ภาษีมูลค่าเพิ่มที่จัดเก็บจากการบริโภคสินค้าและบริการร้อยละ 7 ของมูลค่าสินค้าและบริการ ซึ่งหากเศรษฐกิจเจริญเติบโตดี เงินภาษีที่รัฐจัดเก็บได้ก็จะสูงตามไปด้วย แต่หากเศรษฐกิจไม่ดี รัฐก็สามารถนำเงินภาษีมาใช้จ่ายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจได้ ซึ่งถือเป็นการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจไปในตัว กล่าวคือ ยามที่เศรษฐกิจดี หรือหากเปรียบเป็นรถที่วิ่งเร็ว การเก็บภาษีจะเป็นเสมือนการแตะเบรกไม่ให้รถวิ่งเร็วจนเกินไปจนอาจเป็นอันตรายได้ ขณะที่ยามที่รถวิ่งช้ามาก หรือเศรษฐกิจไม่ดี มีคนตกงานเยอะ รัฐจะนำเงินภาษีมาใช้จ่ายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำให้รถวิ่งได้เร็วขึ้นกว่าเดิม อย่างไรก็ดี หากรัฐนำเงินภาษีไปใช้ในทางที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจหรือไม่ได้ช่วยสร้างเสริมความสามารถในการผลิตที่เรียกว่า Productivity ในที่สุดแล้ว เงินภาษีที่ใช้จ่ายออกมา อาจเป็นประโยชน์ต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจได้จริงในระยะสั้น ๆ แต่ในระยะยาวแล้ว เศรษฐกิจจะไม่ได้อะไร
 
          การดำเนินนโยบายการคลังแบบขยายตัว
(Expansionary fiscal policy) คือ การที่รัฐบาลใช้จ่ายมากกว่ารายได้ภาษีที่จัดเก็บได้ หรือที่เรียกว่า งบประมาณขาดดุล ซึ่งอาจเลือกใช้ในยามที่เกิดปัญหาเงินฝืด หรือเศรษฐกิจถดถอย เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเมื่อรัฐบาลใช้จ่ายมากขึ้นกว่าภาษีที่จัดเก็บ ก็เป็นเสมือนการอัดฉีดเงินเข้าระบบเศรษฐกิจ เช่น การปรับลดภาษีมูลค่าเพิ่มจากร้อยละ 10 เหลือร้อยละ 7 ก็ทำให้คนมีเงินเหลือเพื่อจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น เป็นต้น

          การดำเนินนโยบายการคลังแบบหดตัว
(Contractionary fiscal policy) คือ การที่รัฐบาลใช้จ่ายน้อยกว่ารายได้ภาษีที่จัดเก็บได้ หรือที่เรียกว่า งบประมาณเกินดุล ซึ่งอาจจะเลือกใช้ในยามที่เกิดปัญหาเงินเฟ้อในระบบเศรษฐกิจ ซึ่งเมื่อรัฐบาลใช้จ่ายน้อยลง แต่เก็บภาษีมากขึ้น ก็เป็นเสมือนการดูดเงินออกจากระบบเศรษฐกิจ ก็ทำให้เศรษฐกิจขยายตัวน้อยลงหรือหดตัว ก็จะช่วยให้เงินเฟ้อปรับลดลงได้

          
          นโยบายการเงินและนโยบายการคลังควรจะดำเนินไปในแนวทางที่สอดคล้องกันหรือไม่

          คำตอบคือ ควรเป็นอย่างยิ่ง ดังที่ได้กล่าวแล้วว่าไม่ว่าจะเป็นการดำเนินนโยบายการเงินหรือการคลัง ต่างก็มีวัตถุประสงค์เดียวกันคือ การรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ และสนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน คอยแตะเบรกเวลาที่เศรษฐกิจร้อนแรงเกินไป หรือคอยเสริมในเวลาที่เศรษฐกิจอยู่ในช่วงขาลง ดังนั้น หากไม่สอดคล้องกัน เช่น นโยบายการเงินตึงตัว ขณะที่นโยบายการคลังขยายตัว ผลที่ได้ต่อเศรษฐกิจย่อมจะถูกหักล้างกันเอง นอกจากนี้ ยังอาจทำให้ประชาชนเกิดความสับสนและคาดเดาผลที่จะมีต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจได้ยาก ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อการบริโภคและการลงทุนและเป็นผลเสียต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจในที่สุด 

          ทั้งนี้ การมีความรู้ความเข้าใจในการดำเนินนโยบายทั้งการเงินและการคลัง จะช่วยให้เราประเมินได้ว่า ในภาวะเศรษฐกิจแบบใด นโยบายการเงินและการคลังควรจะดำเนินไปอย่างไร ซึ่งจะช่วยให้เราสามารถประเมินได้ว่าทิศทางของภาวะเศรษฐกิจในอนาคตจะเป็นอย่างไร เพื่อประโยชน์ในการปรับตัวของเราทั้งในการวางแผนเพื่อการบริโภคและการลงทุนให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงในภาวะเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นได้อย่างทันท่วงที

นโยบายการคลัง

posted on 17 Aug 2009 09:40 by samrk555
                                                            นโยบายการคลัง

นโยบายการคลัง (Fiscal Policy) และนโยบายการเงิน (Monetary policy) เป็นนโยบายทางเศรษฐกิจที่มีความสัมพันธ์กันมากจนยากที่จะแยกออกจากกันได้ แต่ขอแยกอธิบายเพื่อประโยชน์ในการทำความเข้าใจดังนี้

1.นโยบายการคลัง

นโยบายการคลังเป็นนโยบายทางด้านรายรับและรายจ่ายของรัฐบาลรายรับของรัฐบาลได้มาจากการเก็บภาษีอากร เงินกู้และเงินคงคลัง ส่วนรายจ่าย ได้แก่ การใช้จ่ายต่าง ๆ ของรัฐในแต่ละปี รัฐบาลจะประมาณการ รายรับและรายจ่ายของปีต่อไป ไว้ล่วงหน้า เรียกว่า งบประมาณประจำปี การคลังของรัฐบาลจะแตกต่างจากการคลังของเอกชนเพราะการคลังของ รัฐบาลจะกำหนดรายจ่ายเป็นตัวตั้ง ถ้ารายได้ไม่พอกับรายจ่ายหรือขาดดุลการคลังรัฐบาลก็จะ ก่อหนี้มาชดเชยหรือนำเงินคงคลังออกมาใช้ การก่อหนี้สาธารณะ ถ้ารัฐบาลก่อหนี้โดยการพิมพ์ธนบัตรเพิ่มก็จะเป็นการเพิ่มปริมาณเงิน ทำให้อัตราดอกเบี้ยลดลง อาจเกิดภาวะเงินเฟ้อได้ การดำเนินนโยบายการคลังจะมีผลกระทบต่อปริมาณเงินของประเทศด้วย

รายได้ส่วนใหญ่ของรัฐบาลได้มาจากการจัดเก็บภาษีอากรซึ่งมีผลกระทบต่อ การบริโภค การผลิตสินค้าและการกระจายรายได้ของประชาชน ส่วนการใช้จ่ายต่าง ๆ ของรัฐบาลก็จะมีผลกระทบต่อการผลิต การจ้างแรงงาน และการพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน การดำเนินนโยบายการคลังมีความสำคัญเพราะมีผลกระทบต่อสาธารณะเป็นอย่างมาก43 นโยบายการคลังเป็นเครื่องมือในการดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจของรัฐบาล มักใช้ควบคู่กับนโยบายการเงินเสมอ อย่างไรก็ดี โดยตัวของนโยบายการคลัง อาจเป็นปัญหาสำคัญทาง

เศรษฐกิจได้ถ้ารัฐบาลไม่สามารถควบคุมรายได้และรายจ่ายให้บังเกิดผลตามที่ต้องการโดยเฉพาะปัญหาในเรื่องการขาดดุลต่าง ๆ

การใช้นโยบายการคลัง และนโยบายการเงินของรัฐบาล มีจุดมุ่งหมายอันเดียวกับนโยบายเศรษฐกิจ คือ ต้องมีการให้บรรลุจุดมุ่งหมายในการจัดสรรทรัพยากร การรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ การขยายตัวทางเศรษฐกิจและการพัฒนาประเทศ การส่งเสริมการกระจายรายได้และการแก้ไขปัญหาความยากจน

นโยบายการคลัง ประกอบด้วยมาตรการที่สำคัญ คือ มาตรการภาษีอากร มาตรการงบประมาณ และการใช้จ่ายของรัฐบาล และมาตรการก่อหนี้สาธารณะ มาตรการแต่ละประเภทมีลักษณะสำคัญดังต่อไปนี้

1) มาตรการภาษีอากรรายได้ของรัฐบาล แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ รายได้ที่เป็นภาษีอากร และรายได้ที่ไม่ใช่ภาษีอากร

สำหรับรายได้ที่ไม่ใช่ภาษีอากร ได้แก่ รายได้จากการขายสิ่งของและบริการของ รัฐพาณิชย์ และรายได้อื่น ๆ เช่น ค่าปรับ รายได้เบ็ดเตล็ดต่าง ๆ

ส่วนรายได้ที่เป็นภาษีอากร แบ่งตามลักษณะการใช้จ่ายออกเป็น 2 ชนิด คือ ภาษีอากรทั่วไป ซึ่งเมื่อรัฐบาลจัดเก็บแล้วจะใช้เพื่อวัตถุประสงค์ใดก็ได้ กับภาษีอากรเฉพาะอย่าง ซึ่งเมื่อรัฐบาลจัดเก็บแล้วต้องใช้เพื่อวัตถุประสงค์ในการนั้น เช่น ภาษีประกันสังคม พรีเมี่ยมข้าว และน้ำตาล เป็นต้น

รัฐบาลจัดเก็บภาษีอากรจากฐานภาษีต่างๆ ฐานภาษีเป็นหลักที่รัฐบาลใช้เป็นแนวทางในการประเมินภาษี ฐานภาษีมีดังต่อไปนี้

1.ฐานรายได้ ได้แก่ ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และภาษีเงินได้นิติบุคคล

2.ฐานการบริโภค เช่น ภาษีการขาย ภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีศุลกากร

3.ฐานความมั่งคั่งหรือทรัพย์สิน เช่น ภาษีที่ดิน สิ่งปลูกสร้าง ภาษีรถยนต์ ภาษีโรงงาน ภาษีมรดก

นอกจากนี้ในแง่โครงสร้างของภาษีแล้ว รัฐบาลอาจจัดเก็บภาษีในอัตราต่าง ๆ ก็ได้ อัตราภาษีมีอยู่ 3แบบ คือ

(1) อัตราภาษีถดถอย การเก็บอัตราภาษีแบบนี้ หมายความว่า ถ้าฐานภาษีขยายใหญ่ขึ้น จะเก็บภาษีในอัตราลดลง

(2) อัตราภาษีก้าวหน้า หมายความว่า ถ้าฐานภาษีขยายใหญ่ขึ้น จะเก็บภาษี ในอัตราคงที่เพิ่มขึ้นเร็วกว่าอัตราการขยายตัวของฐานภาษี

(3) อัตราภาษีตามสัดส่วน หมายความว่า ถ้าฐานภาษีขยายใหญ่ขึ้น จะเก็บภาษีในอัตราคงที่เป็นสัดส่วนเดียวกันกับฐานภาษี

การพิจารณาภาษียังจำแนกภาษีออกเป็น 2 ประเภท คือ ภาษีทางตรง และ

ภาษีทางอ้อม ทั้งนี้เพราะภาษีทั้ง 2 ประเภทมีวิธีการจัดเก็บ และมีผลกระทบต่างกัน ภาษีทางตรงมักมีวิธีการจัดเก็บจากฐานรายได้ทำให้ผู้เสียภาษีทราบจำนวนและจัดเก็บง่าย ภาษีทางตรงมีผลต่อการผลักภาระภาษีน้อยผู้เสียภาษีเป็นผู้รับภาระภาษีไว้เป็นส่วนใหญ่ ส่วนภาษีทางอ้อมจะ จัดเก็บจากฐานการบริโภคหรือการซื้อขายแลกเปลี่ยน ผู้เสียภาษีสามารถผลักภาระภาษีไปยัง ผู้บริโภคได้ โดยการบวกเข้าไปกับราคาสินค้า ทำให้สินค้ามีราคาสูงขึ้น ผู้รับภาระภาษีจริง ๆ จะไม่ค่อยทราบว่าได้เสียภาษีไปเท่าใดปฏิกิริยาต่อการเสียภาษีทางอ้อมจะมีน้อยกว่าการเสียภาษีทางตรง

ตัวอย่างการเสียภาษีทางตรง ได้แก่ ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีการเดินทาง ภาษีมรดก ภาษีที่เก็บจากทุน ภาษีการให้โดยเสน่หา เป็นต้น ส่วนตัวอย่างภาษีทางอ้อม ได้แก่ ภาษีศุลกากร ภาษีสรรพสามิต อากรและแสตมป์ เป็นต้น44

การจัดเก็บภาษีอากรของรัฐบาล ขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพในการจัดเก็บฐานภาษี และภาวะเศรษฐกิจ ถ้าเศรษฐกิจเจริญรุ่งเรืองรัฐบาลก็สามารถจัดเก็บภาษีได้มาก ตรงกันข้าม ถ้าเศรษฐกิจถดถอยหรือตกต่ำรัฐบาลก็จัดเก็บภาษีได้น้อย รัฐบาลสามารถใช้มาตรการภาษีเพื่อให้บรรลุเป้าหมายทางเศรษฐกิจได้ เช่น เมื่อเศรษฐกิจตกต่ำเกิดภาวะเงินฝืดรัฐบาอาจลดการจัดเก็บภาษีลงและเพิ่มการใช้จ่ายมากขึ้น เพื่อให้เศรษฐกิจขยายตัว หรือเมื่อเศรษฐกิจเกิดภาวะเงินเฟ้อ รัฐบาลก็อาจจัดเก็บภาษีมากขึ้นเพื่อให้ปริมาณเงินลดลง นอกจากนี้รัฐบาลยังสามารถใช้มาตรการภาษีอากรเป็นเครื่องมือในการกระจายรายได้โดยการเก็บภาษีจากฐานที่ผลักภาระภาษีได้ยาก ลดการจัดเก็บภาษีที่เป็นภาระแก่ผู้มีรายได้น้อยและเพิ่มการจัดเก็บภาษีคนร่ำรวย จัดเก็บภาษีอัตราก้าวหน้าในภาษีบางชนิด เช่น ภาษีเงินได้ ภาษีทรัพย์สิน เป็นต้น ทางด้านการใช้จ่ายของ รัฐบาล ก็อาจใช้จ่ายเพื่อให้เกิดประโยชน์แก่คนส่วนมาก เพื่อให้เกิดการกระจายรายได้มากขึ้น

2)มาตรการงบประมาณและการใช้จ่ายของรัฐบาล งบประมาณ เป็น แผนการเงินที่สำคัญของประเทศซึ่งแสดงให้เห็นถึงแผนรายรับและรายจ่ายในแต่ละปี ปกติ งบประมาณจะมีกำหนดเวลา 1 ปี งบประมาณรายจ่ายปกติ เรียกว่า งบประมาณรายจ่ายประจำปีบางครั้ง มีงบประมาณรายจ่ายพิเศษนอกเหนือจากที่กำหนดไว้ในงบประมาณรายจ่ายประจำปี เรียกว่า งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม สำหรับประเทศไทยปีงบประมาณจะเริ่มต้นวันที่ 1 ตุลาคม และสิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน ของปีถัดไป

โดยทั่วไปนโยบายงบประมาณจะมีอยู่ 3 ประเภทคือ

(1) งบประมาณสมดุล (Balanced Budget) หมายถึง รายได้และรายจ่ายของ รัฐบาลมีจำนวนเท่ากัน

(2) งบประมาณเกินดุล (Surplus Budget) หมายถึง รายได้ของรัฐบาลมีมากกว่ารายจ่าย

(3) งบประมาณขาดดุล (Deficit Budget) หมายถึง รายได้ของรัฐบาลมีน้อยกว่ารายจ่าย

งบประมาณขาดดุล เป็นแนวคิดการคลังสมัยใหม่ ซึ่งเชื่อว่าการคลังของรัฐบาลสามารถใช้จ่ายได้มากกว่ารายได้ โดยการหารายรับอื่นมาใช้จ่ายได้ การเพิ่มการใช้จ่ายของรัฐบาลเป็นการกระตุ้นให้เศรษฐกิจขยายตัวและเกิดการผลิตเพิ่มขึ้น การใช้จ่ายจะต้องไม่เพิ่มอำนาจซื้อเกินกว่าจุดที่มีการผลิตเต็มที่ เพราะถ้าหากเพิ่มอำนาจซื้อเกินกว่าจุดที่มีการผลิตเต็มที่แล้ว จะเท่ากับเป็นการเพิ่มปริมาณเงินโดยไม่มีการผลิตเพิ่มจะทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อ

การใช้จ่ายของรัฐบาลเป็นการใช้จ่ายเงินจำนวนมาก จึงมีผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจที่สำคัญ ได้แก่ ผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากการใช้จ่ายของรัฐบาล ถ้ารัฐบาลใช้จ่ายเพื่อประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ก็จะเกิดการกระจายรายได้ การใช้จ่ายของรัฐบาลยังมีผลต่อการ จ้างงานและการพัฒนาประเทศ ยิ่งรัฐบาลมีบทบาทหน้าที่มากเท่าใดการใช้จ่ายของรัฐบาลก็ยิ่งเพิ่มขึ้นเท่านั้น การใช้จ่ายของรัฐบาลจะมีผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจอย่างไรนั้น ขึ้นอยู่กับ การใช้จ่ายของรัฐบาล ถ้าการใช้จ่ายของรัฐบาลมีผลกระทบต่อการผลิตโดยตรงและมีผลต่อการเคลื่อนย้ายทรัพยากรในประเทศจะมีผลทำให้เกิดการผลิตและการจัดสรรทรัพยากรของประเทศ

3) มาตรการก่อหนี้สาธารณะ เมื่อรัฐบาลมีรายได้ไม่พอกับรายจ่ายรัฐบาลจะต้องทำการแสวงหารายได้เพิ่มติม อาจกระทำโดยการจัดเก็บภาษีอากรเพิ่มเติม หรือแสวงหารายรับอื่นโดยการกู้ยืมเงินจากในประเทศหรือต่างประเทศ เมื่อรัฐบาลมีรายได้เพิ่มขึ้นแล้ว รัฐบาลจะนำเงินออกมาใช้จ่ายในการบริโภคหรือการลงทุน

หากพิจารณาในแง่ภาระหนี้ที่จะตกแก่คนรุ่นหลัง การเก็บภาษีอากรเพิ่มและนำมาใช้จ่ายในการบริโภคภาระหนี้จะไม่ตกไปถึงคนรุ่นหลัง เพราะเป็นการเก็บภาษีอากรจากคนรุ่นปัจจุบันและนำไปใช้จ่ายในการบริโภคในเวลาเดียวกัน ผู้ที่ได้รับประโยชน์จึงได้แก่คนรุ่นปัจจุบัน แต่ถ้ารัฐบาลเก็บภาษีอากรเพิ่มแล้วนำไปใช้จ่ายในการลงทุนก็จะเป็นการเอาเปรียบคนรุ่นปัจจุบัน เนื่องจากผลประโยชน์ของการลงทุนจะตกอยู่กับคนรุ่นหลัง

หากรัฐบาลกู้ยืมเงินภายในประเทศบริโภคในปัจจุบัน ผู้ที่ได้รับประโยชน์ก็จะได้แก่ คนรุ่นปัจจุบันโดยคนรุ่นหลังจะเป็นผู้แบกรับภาระหนี้แทนซึ่งไม่ยุติธรรมแก่คนรุ่นหลัง แต่ถ้ารัฐบาลกู้ยืมเงินภายในประเทศเพื่อใช้จ่ายในการลงทุนก็จะเป็นการยุติธรรมแก่คนรุ่นหลังเพราะคนรุ่นหลังเป็นทั้งผู้ได้รับประโยชน์จากการลงทุนและเป็นผู้แบกรับภาระหนี้

ส่วนการกู้ยืมจากต่างประเทศถ้ากู้ยืมมาเพื่อใช้จ่ายในการบริโภคปัจจุบันแล้วภาระหนี้ต้องตกอยู่กับคนรุ่นหลังเป็นการก่อหนี้ให้กับลูกหลานแต่ถ้ากู้ยืมมาเพื่อการลงทุนคนรุ่นหลัง ก็จะเป็นผู้รับประโยชน์และเป็นผู้รับภาระหนี้ด้วย ในขณะเดียวกันถ้าหากผลประโยชน์ที่ได้รับมีมากกว่าภาระหนี้ก็เท่ากับเป็นการลงทุนเพื่อลูกหลานอันเป็นการมองการณ์ไกล

สิ่งสำคัญของการก่อหนี้อยู่ตรงที่ การได้รับผลประโยชน์คุ้มค่ากับการลงทุนไม่ให้เกิดการรั่วไหลและได้ผลประโยชน์มากที่สุด ไม่เช่นนั้นการลงทุนจะเป็นภาระแก่สังคมได้เสมอ

2.นโยบายการเงิน

นโยบายการเงินเป็นนโยบายในการควบคุมปริมาณเงินให้มีความเหมาะสมตาม ภาวะเศรษฐกิจเพื่อปรับการหมุนเวียนของปริมาณเงินในตลาดไม่ให้มากหรือน้อยเกินไป ถ้าในขณะใดปริมาณเงินเพิ่มในอัตราเร็วกว่าการเพิ่มของสินค้าและบริการเป็นอย่างมาก ก็จะเกิดภาวะเงินเฟ้อ ในทางตรงกันข้ามถ้าในขณะใดปริมาณเงินลดลงในอัตราเร็วกว่าการลดของสินค้า และบริการเป็นอย่างมาก ก็จะเกิดภาวะเงินฝืด นอกจากนี้การเพิ่มหรือลดของปริมาณเงินยังมีผลกระทบต่ออัตราดอกเบี้ย การลงทุน และการจ้างงาน ตลอดจนผลกระทบอื่นต่อระบบเศรษฐกิจการดำเนินนโยบายการเงินจึงต้องทำให้ปริมาณเงินและอัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นหรือลดลงตามภาวะเศรษฐกิจ

ผู้ใช้นโยบายการเงิน ได้แก่ ธนาคารกลางหรือธนาคารชาติ สำหรับประเทศไทย คือ ธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นผู้ควบคุมสถาบันการเงินที่สำคัญ ได้แก่

ธนาคารพาณิชย์ บริษัทเงินทุนและบริษัทฟองซิเอร์ ในส่วนของบริษัทเงินทุนนั้น กำหนดให้มีขอบเขตในการดำเนินการทางธุรกิจน้อยกว่าธนาคารพาณิชย์ การออกตั๋วสัญญาใช้เงินให้แก่ลูกค้าเพื่อนำเอาไปลงทุนในกิจการต่าง ๆ การออกตั๋วสัญญาใช้เงินครั้งแรกกำหนดวงเงินไว้สูงกว่าการฝากเงินกับธนาคารพาณิชย์ บริษัทเงินทุนจึงให้บริการลูกค้าคนละกลุ่มกับธนาคารพาณิชย์ ส่วนบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ เป็นสถาบันการเงินที่มุ่งทำธุรกิจทางด้านการเคหะและอสังหาริมทรัพย์

สถาบันการเงินในประเทศไทยมีหลายประเภท และอยู่ภายใต้การควบคุมของ หน่วยงานต่าง ๆ หลายหน่วยงานด้วยกัน สถาบันการเงินทั่วไปที่ใหญ่ที่สุด คือ ธนาคารพาณิชย์ นอกนั้นส่วนใหญ่เป็นสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ซึ่งตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เฉพาะหรือมุ่งให้บริการลูกค้ากลุ่มหนึ่งกลุ่มใดมากกว่า เช่น ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ การเกษตร ธนาคารอาคารสงเคราะห์ บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สำนักงาน ธนกิจอุตสาหกรรมขนาดย่อม สหกรณ์การเกษตร เป็นต้น

ทุ่งทานตะวัน

posted on 27 Jan 2009 10:52 by samrk555

ทุ่งทานตะวัน

                  ผมได้ยินเรื่องการปลูกดอกทานตะวันในแถบจังหวัดสระบุรีและลพบุรี นานราวสิบกว่าปีมาแล้ว ครั้งแรกที่ได้ยินก็ไม่ค่อยจะเชื่อหูนัก เป็นไปได้หรือที่เมืองไทยจะปลูกกันนับเป็นร้อยๆไร่ และเหลืองอร่ามกันแบบที่เห็นในต่างประเทศ เค้าปลูกไปทำอะไรกันหรือว่าปลูกเพื่อความสวยงาม ตอนนั้นพรรคพวกที่นั่งรถผ่านสระบุรีเล่าให้ฟัง ซึ่งเจ้าตัวยังแปลกใจและดูจะตื่นเต้นไม่น้อย

นึกไม่ออกว่าเจ้าเมล็ดดอกทานตะวันจะเอาไปทำอะไรได้บ้าง เคยเห็นก็แต่เพียงเมล็ดแห้งที่คั่วหรืออบสำหรับทานเล่นๆเหมือนเมล็ดแตงโม หรือว่าเอาไปเป็นอาหารนก หรือว่าเอาไปทำอาหารสัตว์ ก็สงสัยกันอยู่นาน กว่าจะรู้ความจริงกันในเวลาต่อมา

จังหวัดลพบุรี เคยไปถ่ายภาพในทุ่งทานตะวัน เจ้าของบอกว่าเป็นที่เช่า แปลงนี้เนื้อที่ประมาณ 70 กว่าไร่ แปลงติดๆกันก็เป็นที่เช่าเหมือนกัน ลักษณะด้านหน้าจะแคบแต่จะยาวลึกไปข้างหลังจนเกือบถึงเชิงเขา เจ้าของรายนี้บอกว่าตนเองอาศัยอยู่ห่างจากนี้ไปราวสิบกิโล เช้ามาก็จะมาดูไร่ ตอนเย็นหรือบ่ายๆก็จะกลับ

ปลูกแล้วไม่ต้องกลัวขายไม่ได้เพราะบริษัท ซีพี เค้ารับซื้อทั้งหมดในราคาประกันที่ทราบล่วงหน้า โดยจะส่งเจ้าหน้าที่มาดูแล มาแนะนำวิธีการต่างๆ และยังมีการอบรมให้กับเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ ใครเข้าฟังก็จะมีของแจกเป็นที่ระลึกเพื่อดึงดูดให้เข้าอบรม เรื่องการลงทุนอื่นๆ เช่นปุ๋ย ยาฆ่าแมลง ดูเหมือนว่า ซีพีเค้าจะให้ไปก่อน แล้วไปหักหนี้กันภายหลังเมื่อขายผลผลิตได้ ดูๆแล้วก็น่าจะดี ที่ชาวบ้านมีแค่ที่ดินกับแรงงาน อย่างอื่นก็มีคนช่วยเป็นพี่เลี้ยงให้ ได้ยินว่าเกษตรกรที่เคยปลูกข้าวฝ่างหรือข้าวโพดต่างหันมาปลูกทานตะวันกันมากขึ้น

เวลาจะเก็บเมล็ดดอกทานตะวันก็ต้องรอจนแห้งกันทั้งต้น ดอกไหนใหญ่ก็จะโค้งงอเหมือนคาระวะแผ่นดิน วิธีการเก็บก็เหมือนกับการเกี่ยวข้าว คือใช้เคียวเกี่ยวมาทีละดอก กองๆกันไว้เป็นระยะๆ ได้มากพอแล้วก็จะเอาถุงมาใส่ มัดให้แน่นแล้วแบกไปใส่รถอีแต๋นหรือรถปิ๊คอัพ ส่วนจะสีออกเป็นเม็ดแบบข้าวเปลือก จะทำกันที่บ้านหรือที่โรงงาน ผมก็ไม่ทราบได้ แต่จะว่าไปแล้ว พืชเกษตรหลายชนิด มีเครื่องสีกันเกือบจะทุกชนิด ยกใส่รถไปทำงานกันที่ไร่ได้ทันที รายไหนไม่มีเครื่องสีก็จะมีผู้รับเหมาบริการด้านนี้

โรงงานของซีพีเป็นโรงงานขนาดใหญ่ อยู่บนถนนสายสระบุรี – เพชรบูรณ์ มองเห็นแปลงดอกทานตะวันรายล้อมเกือบรอบด้านผลผลิตจากโรงงานแปรรูปเมล็ดดอกทานตะวันมีหลากหลาย ทำเป็นขนมก็หลายแบบ ที่ผมชอบทานก็เป็นเมล็ดอบแห้ง เค็มๆมันๆ อร่อยดี กินแบบเผลอๆ เพลินๆ ก็ล่อไปซะหลายซอง

น้ำมันที่สะกัดได้จากเมล็ดดอกทานตะวันแห้งคิดว่าน่าจะเป็นผลิตภัณฑ์หลัก ส่วนผลิตภัณฑ์อย่างอื่นน่าจะเป็นตัวรอง หรืออาจเป็นผลพลอยได้จากกากที่เหลือ ซึ่งนำไปแปรรูปทำเป็นผลิตภัณฑ์อาหารอื่นได้อีกมากมาย

น้ำมันที่ได้จากดอกทานตะวันจะมีราคาสูงกว่าน้ำมันพืชทั่วไปเล็กน้อย แต่มีประโยชน์ตรงที่ช่วยลดความดัน ซึ่งน่าจะเหมาะนำไปปรุงอาหารสำหรับผู้มีปัญหาเรื่องสุขภาพ คนไทยในระยะหลังๆนี้สนใจเรื่องสุขภาพกันมากขึ้น น้ำมันพืชชนิดต่างๆที่ไม่ค่อยนิยมในอดีต กลับมีลูกค้ามากขึ้นเช่นน้ำมันมะพร้าว น้ำมันมะกอก(จากต่างประเทศ) หรือน้ำมันงาจากบ้านเรา บางชนิดมีราคาสูงมากแต่เพื่อสุขภาพระยะยาว ก็คงต้องจำใจต้องซื้อ

ดอกทานตะวันปลูกเพื่อแปรรูปในทางอุตสาหกรรมการเกษตร แต่ภาพของแปลงดอกทานตะวันที่เห็นกันสุดลูกหูลูกตา ผู้คนส่วนใหญ่จะรู้จักและให้ความสนใจกันในด้านความสวยงาม และด้านการท่องเที่ยวมากกว่า จนทางจังหวัดอาศัยจุดนี้ดึงดูดให้กลายเป็นเมืองท่องเที่ยว มีการจัดงานเพื่อส่งเสริมกันเป็นประจำทุกปี ทำให้สองจังหวัดนี้เป็นที่รู้จักกันในฐานะที่เป็นจังหวัดของท้องทุ่งทานตะวัน เป็นเอกลักษณ์ที่ไม่มีในจังหวัดอื่น ใครที่เคยเห็นเป็นครั้งแรกก็บอกได้เลยว่า เป็นภาพที่ตื่นตาตื่นใจไม่น้อยมันเหลือง มันสดใสมากทีเดียว เห็นที่อื่นแค่ต้นสองต้นมันก็งั้นๆ แต่นี้เป็นร้อยๆไร่ หรือหลายร้อยไร่ติดกันเป็นพืด ดูแล้วมีความอลังการมากมีเดียว

เมื่อถึงเดือนตุลาคม ดินแดนแถบนี้จะมีบรรยากาศที่คึกคักไปด้วยนักท่องเที่ยว ต่างอยากเห็นอยากสัมผัสกับความสวยงามของดอกสีเหลืองดอกโตๆ ภาพของนักท่องเที่ยวที่จอดรถตามริมทาง และพากันไปถ่ายรูปในทุ่งทานตะวันเป็นกลุ่มๆ จึงเป็นภาพที่เห็นเป็นปกติในย่านนี้

ใหม่ๆใครจะถ่ายภาพในแปลง ใครจะเดินชมก็ไม่มีใครว่าอะไร เพราะเจ้าของสวนคงไม่มานั่งเฝ้า แต่มาภายหลังชาวสวนชักจะหัวเสธฯ คือฉลาดขึ้นและมีหัวคิดในทางการค้า มีการกั้นรั้วด้านหน้า และตั้งโต๊ะเก็บเงินจากผู้ที่ต้องการเข้าไปเห็นอย่างใกล้ชิดใครไม่อยากเข้าไปก็ชะเง้อเอาเองที่นอกรั้ว ค่าผ่านประตูวันๆหนึ่งคงได้เงินไปไม่น้อย เผลอๆอาจได้เงินมากกว่าขายเมล็ดแห้งๆด้วยซ้ำไป แรกๆก็เก็บค่าชมคนละ 2 บาท แต่ ณ วันนี้ก็น่าจะขยับราคาสูงขึ้นกว่าแต่ก่อน ผ่านไประยะหลังๆ เห็นมีสร้างนั่งร้านสูงราว 3 - 4 เมตร เพื่อให้เห็นทุ่งกว้างได้ชัดขึ้น แต่ก็ต้องรอคิวกันนานหน่อย เพราะช่างภาพและนางแบบจำเป็น ขึ้นไปถ่ายภาพกันมากมาย

เมื่อถึงฤดูที่ดอกบาน ย่านนี้จะคลาคล่ำไปด้วยนักท่องเที่ยว แปลงไหนที่กำลังออกดอกบานสะพรั่ง ก็จะมีตลาดนัดชั่วคราวจากชาวบ้านไปปักหลักขายของกันเป็นที่ครื้นเครง ครั้นเมื่อดอกวายก็จะย้ายไปยังแปลงอื่น หมุนเวียนกันไปแบบนี้ตลอดเทศกาล

จากกรุงเทพถึงทุ่งทานตะวัน ระยะทางเพียงแค่ร้อยกว่ากิโลเมตร เที่ยวแบบไปเช้าเย็นกลับกันแบบสบาย จุดแวะเที่ยวตามเส้นทาง มีหลายแห่ง เช่นตลาดนัดมวกเหล็กเจ้าของสโลแกนว่า นมดี กระหรี่ดัง ที่นี่เป็นตลาดนัดขนาดใหญ่ ที่ขึ้นชื่อและต้องยกนิ้วให้ก็ต้องเป็นกระหรี่พับ ได้มาสักลูกสองลูกร้อนๆจากเตา ทานกับกาแฟร้อนสักถ้วย รับรองทั้งอิ่มทั้งอร่อย

แวะน้ำตกเจ็ดสาวน้อย ชมไร่อรุ่น และชิมไวน์จากไร่ ก็ไม่เลว หรือจะหาอะไรเย็นๆทานพร้อมกับนั่งชมธรรมชาติของไร่องุ่นก็เข้าท่า จากนี้เลยไปหน่อยก็มีถ้ำต้นไม้ ที่เห็นต้นไม้สองฝากถนนโค้งเข้าหากันจนแน่นและดูร่มรื่น

ที่พลาดไม่ได้ก็คือเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ซึ่งเป็นเขื่อนโครงการพระราชดำริ และเขื่อนป่าสักนี้แหละที่ช่วยให้กรุงเทพพ้นจากน้ำท่วมมาได้จนถึงทุกวันนี้ วันที่ 25 พฤศจิกายน 2542 เป็นวันทำพิธีเปิดเขื่อนป่าสัก จนถึงวันนี้ก็ 5 ปีพอดี

หรือใครอยากเที่ยวอีกรูปแบบหนึ่งที่น่าสนใจก็คือนั่งรถไฟผ่ากลางทุ่งทานตะวัน และจอดให้ลงไปถ่ายภาพ ขบวนนี้จะไปสิ้นสุด ที่สถานีเขื่อนป่าสัก ออกจากหัวลำโพงราว 7 โมงเช้า ขากลับถึงกรุงเทพก็ตอนเย็นๆ ขบวนพิเศษนี้มีเฉพาะเดือน พฤศจิกายน ถึง ธันวาคม เท่านั้น เป็นขบวนพิเศษจริงๆ เพื่อการชมทุ่งทานตะวันโดยเฉพาะ ติดต่อสอบถามที่ได้การรถไฟแห่งประเทศไทย